วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2556

กีต้าร์เบื่องต้น...


 การฝึกนิ้วแบบ Symmetrical
       คำว่า symmetrical นั้นตามตามความหมายจะหมายถึง ความสมมาตร ความเท่ากัน หรือความมีสัดส่วนที่รับกัน เหมือนแขนงหนึ่งของวิชาเลขที่เราเคยเรียนนั่นแหละ แต่ในความหมายทางดนตรี หรือทางกีตาร์นั้น จะหมายความว่า การที่ใช้ฟอร์มหรือรูปแบบที่คล้าย ๆ กัน หรือเหมือนกัน ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ทั้งในลักษณะของตัวโน๊ตที่เรียงต่อเนื่องกัน หรือทิศทางการวางนิ้วหรือเดินนิ้ว ซึ่งส่วนมากจะใช้เพื่อเป็นการฝึกนิ้วในการโซโลเราลองมาดูตัวอย่างแรกกันเลย
 
 

ขั้นตอนในการฝึกหัดและเรียนรู้กีตาร
      1. คุณต้องมีความรู้สึกว่าอยากจะเล่นจริง ๆ อย่างน้อยอาจจะมีแนวเพลงในดวงใจ หรือศิลปินที่อยากจะเล่นให้ได้เหมือนเขา เพราะจะทำให้มีกำลังใจในการฝึก แต่อย่าอคติกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเช่นไม่ชอบตีคอร์ดจะเล่นลี๊ดอย่างเดียว หรือจะหัดแต่เพลงหนัก ๆ โดยไม่แคร์ถึงพื้นฐานที่ควรรู้มาถึงจะเล่นอย่างนั้นอย่างนี้ให้ได้ดังใจเลย จำไว้นับเลขก็ต้องเริ่มจากศูนย์ก่อนจะไปเป็นหนึ่ง..สอง...สาม ใจเย็น ๆ อย่ารีบร้อน ค่อย ๆ ฝึกฝนหาความรู้เพิ่มเติมเรื่อย ๆ
            2. คุณต้องมีกีตาร์เป็นของตัวเอง เพื่อสะดวกในการฝึกหัด ดูเรื่องการเลือกซื้อกีตาร์ได้ในการเลือกซื้อกีตาร์และสายกีตาร์ นอกจากนี้รวมถึงอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เท่าที่จำเป็นเช่น ปิ๊ค, ถุงหรือกล่องใส่กีตาร์, น้ำยาและผ้าเพื่อทำความสะอาด เป็นต้น ดูรายละเอียดเรื่องอุปกรณ์เสริมในการเล่นกีตาร์ได้
            3. มีความรู้เบื้องต้นในการตั้งสายก่อน เพราะถ้าสายคุ้นเพี้ยนเล่นยังไงก็ไม่เพราะแน่ จึงต้องมีความรู้ในการตั้งสายแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตั้งด้วยมือเปล่าหรือการใช้เครื่องตั้งสายช่วยก็ตาม และเมื่อเป็นแล้วสิ่งหนึ่งที่ควรทำเสมอคือทุกครั้งที่คุณหยิบกีตาร์มาเล่นควรจะเช็คเสียงก่อนว่าเพี้ยนมั๊ยถ้าเพี้ยนก็ตั้งใหม่ เพราะสิ่งนี้จะฝึกให้คุณคุ้นเคยกับเสียงของแต่ละสาย ซึ่งจะทำให้คุณตั้งสายได้รวดเร็วขึ้น ได้เสียงที่ถูกต้องสมบูรณ และยังมีประโยชน์ต่อไปในการแกะเพลงอีกด้วย รวมถึงการศึกษาคอร์ดเบื้องต้นต่าง ๆ เช่น C, Am, Dm, G7 เป็นต้นอาจจะดูจากหนังสือเพลงว่าจับอย่างไรใช้นิ้วไหนจับวางนิ้วยังไง ขั้นแรกไม่ต้องสนใจคอร์ดอื่น ๆ ฝึกแค่ 3 - 4 คอร์ดให้คุ้นเคยก่อน หาเพลงที่ประกอบด้วยคอร์ดง่าย ๆ ดังกล่าวเล่น
            4. จากนั้นฝึกตีคอร์ดแบบง่าย ๆ ก่อนกับเพลงง่าย ๆ ที่ใช้คอร์ดที่เรารู้จักและจับไม่ยาก ช่วงนี้เองคุณก็ถือโอกาสหัดจับคอร์ดอื่น ๆ ที่ยังไม่รู้จักด้วยเลย ฝึกการตีคอร์ดให้สัมพันธ์กับการเปลี่ยนคอร์ดและจังหวะของเพลง ค่อย ๆ ฝึกไปเรื่อย ๆ วันนี้ไม่ได้พรุ่งนี้เอาใหม่ เดี๋ยวก็ได้เอง
            5. เมื่อเริ่มคุ้นเคยกับการจับคอร์ด การตีคอร์ดแล้วแนะนำให้หาหนังสือมาฝึกเล่มแรกที่ผมใช้คือ "PICKING" เล่มหนา ๆ แล้วก็พวก หนังสือในเครือเพื่อนนักกีตาร์อีกหลาย ๆ เล่ม ซึ่งบางเล่มก็มีเทปให้ด้วย
                แต่ในปัจจุบันมีการทำ CD-ROM สอนกีตาร์มากมายของไทยที่เห็นก็มีของ อ. แดง มี 3 ภาค นอกจากนี้ก็ยังมีของฝรั่งอีกหลายแบบ เพื่อน ๆ ลองไปดูที่พันธิพย์ก็ได้ถ้าสนใจ สิ่งนี้สำคัญมาก ความรู้มีอยู่ทั่ว ๆ ไปพยายามหามา เก็บเกี่ยวมาไว้กับเรา เมื่อเราไม่สามารถไปเรียนได้ก็ต้องใช้วิธีนี้ อย่าดูถูกคนอื่นเขาอาจจะเล่นไม่เก่งเหมือนเราแต่เขาอาจจะมีแนวคิดอะไรบางอย่างที่เป็นประโยชน์ก็ได้ ดังนั้นอย่าปิดกั้นตัวเอง อย่าอคติกับคนอื่น

การใช้งานมือขวา
สำหรับมือขวาในการเล่นกีตาร์จะมีหน้าที่ทำให้เกิดเสียงไม่ว่าด้วยการดีดด้วยนิ้วหรือการเกา การดีดด้วยปิคล้วนแต่ควบคุมด้วยมือขวาทั้งนั้น โดยหน้าที่ของแต่ละนิ้วนั้นสรุปคร่าว ๆ ได้แก่ ถ้าจับปิคดีดจะจับด้วยนิ้วชี้และนิ้วโป้ง แต่ถ้าคุณเล่นเกาแล้ว นิ้วโป้งจะมีหน้าที่ควบคุมเสียงเบส(หมายถึง 3 เส้นบน)เป็นส่วนมาก และนิ้วชี้ กลาง และนิ้วนาง จะควบคุม 3 สาย ล่างเป็นหลัก ส่วนนิ้วก้อยนั้นถึงแม้ไม่มีส่วนในการดีด แต่บางคนก็มักใช้นิ้วก้อยยันกับตัวกีตาร์เวลาเกา นอกจากนี้ยังใช้ประโยชน์ในการเล่นกีตาร์ลี๊ดเช่นการใช้บังคับคันโยก การปรับปุ่ม tone หรือ volume เวลาลี๊ดกีตาร์ไฟฟ้า(เทคนิคดังกล่าวจะพูดในภายหลังนะครับ) นอกจากส่วนของนิ้วมือแล้ว สันมือก็ใช้ในการทำเสียงบอด(mute) ได้เช่นกันซึ่งจะได้กล่าวในเรื่องของการใช้เทคนิคมือขวาต่อไป
                การดูแลโดยทั่วไปสำหรับมือขวานะคือไม่ควรไว้เล็บยาวจนเกินไปโดยเฉพาะ นิ้วชี้ ,กลาง และนิ้วนางเพราะจะทำให้ดีดสายกีตาร์หรือแม้แต่จับปิคได้ไม่สะดวก แต่อาจไว้เล็บพอประมาณเพื่อใช้เกากีตาร์
                สำหรับผู้ที่ถนัดซ้ายนั้นการเล่นก็จะกลับกับคนถนัดขวาคือ มือซ้ายจะใช้ดีด แต่มือขวาจะมาจับคอร์ดแทน ซึ่งกีตาร์สำหรับคนถนัดซ้ายนั้นก็มีขายนะ แต่ถ้ามันหายากนักผมว่าก็ใช้กีตาร์ของแบบถนัดขวา(แต่พยายามอย่าเลือกแบบคอเว้า หรือมีปิคการ์ดด้านล่างนะครับ) แล้วก็ใส่สายใหม่โดยกลับสายจากสายบนสุด ไปใส่ล่างสุดแทนก็ได้ แต่ก็มีนะครับนักกีตาร์มีซ้ายที่ใช้กีตาร์แบบเล่นมือขวามากลับพลิกแล้วเล่นเลยไม่ต้องเปลี่ยนสงเปลี่ยนสายให้เสียเวลา ดังนั้นสาย 1 จะมาอยู่บน สาย 6 จะไปอยู่ล่าง เช่น นักกีตาร์โฟล์คหญิงที่ชื่อ Elizabeth Cotten แต่ผมก็ไม่รู้นะครับว่าเค้าเล่นยังไงเคยฟังแต่เพลงเค้าเก่งจริง ๆ ครับและก็ยังมีอีกเป็นนักกีตาร์บลูส์แต่ผมลืมชื่อไปแล้ว ดังนั้นคนที่ถนัดซ้ายไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรผมว่าเท่ซะอีก และนักกีตาร์มือซ้ายที่โด่งดังเช่น jimi hendrix สุดยอดคนหนึ่งของวงการกีตาร์และ kurt cobain แห่ง nirvana ผู้ล่วงลับ เป็นต้น

การฝึกหัดดีด

ต่อไปลองดีดเป็นจังหวะ ๆ แล้วเปลี่ยนคอร์ดนะโดยการดีดลง 1 ทีนับ 1 เราฝึกโดยดีดลง 4 ครั้งแล้วเปลี่ยนคอร์ดนะเริ่มกันเลย

C                  Am                  Dm                 G7

       1    2   3   4          1   2    3   4          1   2   3    4          1    2    3    4
                   นับจังหวะการดีดดังนี้ (ดูจากรูปลูกศรลงคือการดีดลง 1 ครั้ง) จับคอร์ด C ดีดลงนับ 1 ดีดลงนับ 2 ดีดลงนับ 3 ดีดลงนับ 4   เปลี่ยนคอร์ดเป็น Am แล้วดีดเช่นเดิมอีก 4 จังหวะ จึงเปลี่ยนเป็นคอร์ด Dm ดีดอีกสี่จังหวะ เปลี่ยนเป็นคอร์ด G7 ดีดอีก 4 จังหวะแล้วเปลี่ยนกับไปเป็นคอร์ด C .....ทำเช่นนี้ต่อไป
                    ช่วงแรกขอให้เพื่อน ๆ ฝึกเท่านี้ก่อนที่จะไปฝึกอย่างอื่น อย่าลืมนะสำคัญมากคุณควรจะฝึกการดีดให้เป็นจังหวะจะโคน เปลี่ยนคอร์ดให้สัมพันธ์กับจังหวะและการดีดกีตาร์ โดยคุณอาจจะลองเปลี่ยนจากการดีด 4 จังหวะมาเป็น 3 จังหวะแล้วเปลี่ยนคอร์ด 2 จังหวะแล้วเปลี่ยนคอร์ด หรือ 


พัฒนาฝีมือไปอีกขั้น
1. รู้จักโน๊ตบนฟิงเกอร์บอร์ดกันก่อน
           ดังที่ได้เคยกล่าวไว้แล้วว่าขนาดของสายและการกำหนดความสั้นยาวของสายโดยกดสายแต่ละเส้นที่แต่ละเฟร็ตนั้นจะทำให้ได้ระดับเสียงที่ต่างกันไป ซึ่งหมายถึงทุก ๆ ช่องบนคอกีตาร์จะมีระดับเสียงหรือโน็ตประจำอยู่นั่นเองแต่ก่อนอื่นผมขอแนะนำให้รู้จักโน็ตดนตรีเบื้องต้นกันก่อน
            1.1 รู้จักโน๊ตดนตรีกันนิดนึง
            โน็ตดนตรีคือเครื่องหมายที่แทนค่าเสียงดนตรีนั่นเองเพื่อให้มีความเป็นสากลในการบันทึกเช่นการเขียนหนังสือให้คนอ่านหนังสืออ่านอ่าน แต่โน็ตใช้บันทึกดนตรีให้นักดนตรีเล่น เราจะแบ่งพิจารณาใน 2 ลักษณะคือ
            - ระดับเสียงสูงต่ำของโน๊ตดังกล่าว โดยสามารถทราบจากระบบ "บรรทัด 5 เส้น" (staff)
            - ระยะความสั้นยาวของเสียงดังกล่าวหรือเรียกว่าจังหวะ โดยจะทราบจากลักษณะของตัวโน๊ต เช่น โน๊ตตัวกลม ตัวดำ เป็นต้น







ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น